ติดตาม Thaigunners ทาง Facebook Gunner Talk
5 เรื่องต้องรู้ หลัง อาร์เซนอล เจ๊า ลิเวอร์พูล สุดมันส์ 1-1
1871
4-11-2018
12:03:41

ลิเวอร์พูล เกือบจะบุกมาปราบ อาร์เซนอล ได้อยู่แล้วหลังจากที่พวกเขายิงประตูขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 61 แต่เจ้าบ้านก็อาศัยแรงฮึดตามมายิงตีเสมอได้ในนาทีที่ 82 ส่งผลให้พวกเขาต้องแบ่งแต้มกันไปในเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่ 11 นี้

ไปดูกันว่าในเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง อาร์เซนอล กับ ลิเวอร์พูล มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง


1. อาร์เซนอลมาตามแผน

อูไน เอเมรี ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนเกมว่า หงส์แดง มีจุดอ่อนอยู่ที่การขึ้นเกมจากผู้รักษาประตู หากสามารถก่อกวนตรงจุดนี้ได้ ลูกทีมของเขาก็น่าจะมีโอกาสที่จะชนะได้เหมือนกัน

ซึ่ง อาร์เซนอล ในเกมนี้ก็เริ่มแผนดังกล่าวตั้งแต่เริ่มเกมกันเลย โดยพวกเขาอาศัยความเร็วของ โอบาเมย็อง กับ ลากากแซตต์ คอยปั่นป่วนแผงกองหลังของ ลิเวอร์พูล ซึ่งแผนที่ว่านี้ก็ได้ผลอยู่หลายครั้งทีเดียว ทั้งการแย่งบอลมาจาก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทั้งการกดดัน อลิสซอน ให้ออกมาจากปากประตู ไหนจะทำให้ ฟาบินโญ เสียบอลอีก 

น่าเสียดายที่แผนดังกล่าวของ เอเมรี อาจจะไม่ได้ผลชะงัด 100% เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว หงส์แดง ก็สามารถใช้การวางบอลยาวข้ามไปที่สามประสานแดนหน้าได้เลยโดยที่แทบจะไม่ต้องผ่านกองกลาง และนั่นก็ทำให้ อาร์เซนอล เองก็เกือบเสียประตูอยู่หลายหนเหมือนกันในครึ่งแรก


2.ทั้งสองทีมที่มีเกมรุกน่าตื่นตาตื่นใจ

เกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ อาร์เซนอล กลายเป็นเกมวัดประสิทธิภาพเกมรุกไปเลยว่าของใครจะทำได้ดีกว่า เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างแลกหมัดชนิดไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่ผลจะจบลงด้วยผลเสมอ สร้างความพอใจให้ทั้ง 2 ฝ่าย

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ เป็นฝ่ายปั่นประสาท ลิเวอร์พูล ก่อน เมื่อ 2 กองหน้าของ อาร์เซนอล ใช้ความเร็วในการบี้ไล่บอลมาจากแผงกองหลัง ลิเวอร์พูล ทำให้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กลายเป็นเหยื่อเต็ม ๆ และถ้าไม่ใช่ว่า ฟาน ไดค์ ยืนคุมแผงกองหลังในวันนี้แล้วละก็ พวกเขาอาจเสียประตูขึ้นนำเร็วไปแล้ว

ลิเวอร์พูล เริ่มฟื้นตัวได้ในเวลาต่อมาก่อนที่สามประสานแดนหน้าจะเริ่มเป็น่ายปั่นประสาทแนวรับ อาร์เซนอล ได้บ้าง โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นคนที่ทำได้ดีที่สุดด้วยการเล่นงาน เซอัด โคลาซินัซ กับ ร็อบ โฮลดิ้ง อยู่บ่อยครั้ง แต่เจ้าบ้านยังได้ กรานิต ชาก้า กับ ชโคดราน มุสตาฟี ช่วยไว้

ซาดิโอ มาเน กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน เองก็ใช่ย่อย เมื่อพวกเขาคอยวิ่งสลับกันไปมาทำให้แนวรับ อาร์เซนอล ตามประกบยาก และความเร็วของ มาเน ก็ทำให้ อาร์เซนอล ต้องเสียประตูขึ้นนำในครึ่งหลัง

แต่ท้ายที่สุดแล้วเจ้าบ้านก็ไม่ยอมง่าย ๆ เมื่อ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ที่ปืนฝืดไป 2 นัด สามารถโชว์ทักษะในการปั่นบอลโค้งหนีมือ อลิสซอน กับ โจ โกเมซ เป็นประตูอย่างสวยงาม

ถือว่าสมน้ำสมเนื้อทีเดียว แม้ว่า ลิเวอร์พูล อาจจะมีจังหวะที่ใกล้เคียงมากกว่าก็ตาม แต่ท้ายที่สุดทั้งคู๋ก็สามารถที่จะรักษาสถิติของตัวเองเอาไว้ได้ อาร์เซนอล ยืดสถิติไม่แพ้ใครเป็น 14 นัดติดต่อกัน ส่วน ลิเวอร์พูล ก็ยังไม่แพ้ใครในเกมลีกฤดูกาลนี้


3. ถ้ามี VAR?

เกมครึ่งแรกมีจังหวะปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จ่ายบอลสุดเฉียบคมให้กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเดี่ยวเข้าไปกระดกบอลสวนตัวของ แบร์นด์ เลโน่ แต่บอลดันไปชนคานและเด้งกลับมาเข้าทางของ ซาดิโอ มาเน่ ซ้ำเข้าไป ทว่าผู้กำกับเส้นยกธงขึ้นมาในทันทีทำให้ประตูนี้เป็นโมฆะ

น่าสนใจว่าถ้าเกมนี้มีเทคโนโลยีวีเออาร์หงส์แดงน่าจะได้ประตูไปแล้วเนื่องจากจังหวะแรก มาเน่ เป็นคนล้ำหน้า แต่คนที่รับบอลเป็น ฟีร์มีโน่ ที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า 

ส่วนจังหวะที่มาเน่ซ้ำบอลเข้าประตูนั้น เขาก็ยืนเท่ากับ ฟีร์มีโน่ ซึ่งทำให้เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า อย่างไรก็ตามนี่ก็คงถือเป็นอีกหนึ่งจังหวะของเกมที่คงจะต้องปล่อยผ่านมันไปแต่มันก็เป้นสิ่งที่น่าคิดว่าถ้ามันเป้นประตูมันจะเปลี่ยนรูปเกมทั้งหมดในทันที ตราบใดที่พรีเมียร์ลีกยังปฏิเสธเทคโนโลยีนี้ ทุกทีมก็ยังคงต้องก้มหน้าเล่นต่อไป


4. ฟาน ไดค์ คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

โจ โกเมซ อาจจะทำได้ดีเกินอายุในหลาย ๆ นัดกับทีมเล็ก ๆ ที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงเกมใหญ่ที่ต้องใช้ความปราณีตอย่างในเกมนี้ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ คือคนที่ตอบโจทย์ ลิเวอร์พูล ที่สุด

ฟาน ไดค์ กลายเป็นคีย์แมนที่ทำให้ ลิเวอร์พูล แบ่งแต้มในเกมนี้ เมื่อเขาสามารถจัดการกับทั้ง โอบาเมย็อง และ ลากาแซตต์ ได้อยู่หมัด แถมยังมีจังหวะขึ้นไปลุ้นประตูที่น่าจะได้อย่างน้อย 2 ครั้งอีกด้วย

นับตั้งแต่ซื้อตัวมาเมื่อช่วงต้นปี กองหลังชาวดัตช์มีแต่จะพิสูจน์ว่าเขาคือกองหลังระดับต้น ๆ ของลีก และดีไม่ดี เขาอาจสามารถไปไกลกว่านั้นด้วยการเป็นกองหลังระดับทวีปหรือระดับโลกในเวลาอีกไม่นานนัก


5. สองผู้จัดการทีมที่มีอารมณ์ร่วมกับเกมสุด ๆ

บรรยากาศบนสนามว่าเคร่งเครียดแล้ว บรรยากาศข้างสนามกลับยิ่งดูเดือดกว่าเสียอีก เมื่อ 2 กุนซือจอมแท็กติกออกอาการต่าง ๆ อย่างเต็มพิกัด ไม่มีใครปิดซ้อนความรู้สึกใด ๆ ทั้งนั้น

เยอร์เก้น คล็อปป์ ถูกจับภาพค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะยามที่ ลิเวอร์พูล พลาดโอกาสทำประตูอย่างไม่น่าเชื่อหรือจ่ายบอลเสีย เราจะได้เห็นกุนซือชาวเยอรมันหัวฟัดหัวเหวี่ยงตลอดเวลาพร้อมตะโกนชี้นู่นชี้นี่

ด้าน อูไน เอเมรี ก็ไม่น้อยหน้า แม้ว่าภาพที่จับได้จะอยู่ในสถานะที่ยิ้มแย้มกว่าเฮดโค้ชของทีมฝั่งตรงข้ามก็ตาม โดยช่วงเวลาที่เขาดูจะสะใจที่สุดก็คือตอนที่แผนของเขาสำแดงฤทธิ์นั่นแหละ

หรือ
เพื่อแสดงความคิดเห็น