ติดตาม Thaigunners ทาง Facebook Gunner Talk
Brexit : 5 ปัญหาสะเทือนพรีเมียร์ลีกหากอังกฤษออกจากอียู
2833
23-6-2016
16:39:15

ในวันพฤหัสบดีนี้ ที่จะมีการลงประชามติว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากอียูหรือไม่ และหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะมีผลกระทบกับพรีเมียร์ลีกอย่างไร

ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สโมสรในพรีเมียร์ลีกทั้ง 20 สโมสร ต่างออกเสียงสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ สหภาพยุโรป (อียู)

ริชาร์ด สคูดามอร์ ประธานบริหารของพรีเมียร์ลีก ออกมาแสดงความกังวลถึงการโหวต Brexit วันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งอาจส่งผลสะเทือนถึงพรีเมียร์ลีกในหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการปกป้องลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด รวมถึงการขายของที่ระลึกว่าอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 

"ผมเชื่อว่า เราในยูเค ควรจะต้องอยู่ในยุโรปต่อไป จากมุมมองทางด้านธุรกิจ" สคูดามอร์กล่าว

"ผมเชื่อในการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของสินค้า แต่เมื่อพูดถึงในแง่ของบริการ เราต้องมีการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของภาพและเสียง"

 

หากการโหวต Brexit บรรลุผล มันจะต้องมีผลกระทบมาถึงพรีเมียร์ลีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่าวงการฟุตบอลทั้งในยุโรปและทั่วโลกต้องมีการสั่นสะเทือนชนิดที่อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

การโหวต Brexit น่าจะมีผลทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนลง จากความไม่แน่นอนว่าสหราชอาณาจักรจะรับมือกับการเจรจาการค้าอย่างไรในอนาคต รวมถึงอาจมีการลงทุนจากบริษัทต่างชาติซึ่งอาศัยความได้เปรียบจากตลาดเสรียุโรปเข้ามาทำการค้าในสหราชอาณาจักรน้อยลง

นั่นหมายความว่า ราคาค่าตัวนักเตะต่างชาติซึ่งจะย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากยูเวนตุสตั้งราคา พอล ป็อกบา อยู่ที่ 160 ล้านยูโร ในตอนสิ้นเดือนมิถุนายน 2015 อัตราแลกเปลี่ยนจากเงินยูโรสู่เงินปอนด์อยู่ที่ 0.709 แต่อาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 0.900 หากเหตุการณ์ Brexit เกิดขึ้นจริง

 

สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ราคาของนักเตะอย่างป็อกบา ซึ่งเป็นเป้าหมายของทีมอย่างเชลซีและสองสโมสรแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ พุ่งจาก 113.4 ล้านปอนด์ เป็น 144 ล้านปอนด์ หรือสูงขึ้นมากกว่า 30 ล้านปอนด์ จำนวนเงินดังกล่าวมากเกินพอที่จะทำให้สโมสรในอังกฤษหมดสภาพในการแข่งขันเพื่อล่าลายเซ็นนักเตะชื่อดังเข้ามาร่วมทีม เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่ที่ยังอยู่ในอียูทีมอื่นๆ เช่นเรอัล มาดริด ที่มีข่าวว่ากำลังเป็นตัวเต็งคว้าป็อกบาอยู่ในเวลานี้

นอกจากนี้ หากนักเตะต่างชาติเลือกเซ็นสัญญาด้วยค่าเงินยูโร แทนที่จะเป็นเงินปอนด์ ยังอาจทำให้บัญชีเงินเดือนของสโมสรในพรีเมียร์ลีกเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย 

เมื่อนำปัญหาทั้งสองประเด็นมาประกอบกันก็อาจทำให้สโมสรในพรีเมียร์ต้องเจอปัญหาใหญ่ในการรับมือกับกฎไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ หากพวกเขาพยายามเสริมทัพด้วยการเซ็นสัญญานักเตะต่างชาติเข้ามา

ขณะเดียวกัน ผลจากการโหวต Brexit ก็ยังทำให้สโมสรที่อยู่นอกพรีเมียร์ลีกสามารถกว้านซื้อนักเตะที่ยังเล่นอยู่ในสหราชอาณาจักรด้วยราคาที่ถูกลง ยกตัวอย่างเช่น ดิมิทรี ปาเยต์ ที่กำลังฟอร์มร้อนแรงอยู่ในยูโรเวลานี้

เมื่อประกอบกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการฟุตบอลจีนตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในไชนีส ซูเปอร์ลีก อาจกำลังเฝ้าจับตานักเตะพรีเมียร์ลีกอยู่ตาเป็นมัน เพราะราคาของพวกเขาจะถูกลงอย่างมาก

 

 

แรงดึงดูดต่อนักลงทุน

 

สถานะของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติได้เป็นจำนวนมาก โดยมีถึง 14 สโมสร ที่มีเจ้าของหรือเจ้าของร่วมเป็นชาวต่างชาติ ข่าวดีสำหรับนักลงทุนเหล่านี้ก็คือ การโหวต Brexit จะทำให้สโมสรในพรีเมียร์ลีกราคาถูกลง จากค่าเงินปอนด์ที่อาจอ่อนลงมาตามคาด

อย่างไรก็ดี นั่นคือหากเรามองในแง่ว่าพรีเมียร์ลีกยังคงเป็นสินค้ายอดนิยมเหมือนอย่างที่มันเป็นระหว่างที่สหราชอาณาจักรยังเป็นสมาชิกของอียูอยู่ หากนักลงทุนต่างชาติซื้อบริษัทในสหราชอาณาจักรยากขึ้น มูลค่าของสโมสรก็อาจต่ำลงและมีความต้องการน้อยลงกว่าเดิม

หนึ่งในแรงดึงดูดสำคัญของบรรดาสโมสรพรีเมียร์ลีกคือ ข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฉบับใหม่ซึ่งจะมีผลในฤดูกาล 2016-17 ที่จะทำให้สโมสรต่างๆ ได้รับผลกำไรมากกว่าเดิม

บรรดานักลงทุนทั้งหลายที่มองเห็นทั้งโอกาสในการทำกำไรและการสร้างชื่อจากการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลต่างสนใจในพรีเมียร์ลีก แต่หากโอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขายสโมสรลดลงเพราะค่าเงินปอนด์ที่อ่อนแอ นั่นก็อาจทำให้บรรดานักลงทุนต้องลังเลในอนาคต

 

 

ความสามารถในการซื้อแข้งใหม่


ในปัจจุบัน นักเตะประมาณ 65 เปอร์เซนต์ของพรีเมียร์ลีกมาจากต่างชาติ สโมสรในพรีเมียร์ลีกมีอิสระเต็มที่ในการเซ็นสัญญานักเตะที่ถือพาสสปอร์ตในอียู เพราะกฎเรื่องอิสรภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งนั่นอาจมีผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากการโหวต Brexit ผ่านออกมา และยังไม่มีนโยบายเรื่องแรงงานที่ชัดเจนแน่นอน

สถานการณ์ที่ดีที่สุดในมุมของแฟนบอลรวมถึงสโมสรก็คือ กฎการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างอิสระของสหราชอาณาจักรและอียูยังคงเหมือนเดิม ซึ่งนั่นหมายความจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไปจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ขณะที่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ กฎซึ่งในปัจจุบันใช้กับนักเตะนอกอียูทั้งหลาย จะมาประยุกต์ใช้กับนักเตะในอียูด้วยในอนาคตข้างหน้า กฏดังกล่าวคือการออกใบอนุญาตทำงานให้เฉพาะนักเตะที่มีเปอร์เซนต์การลงเล่นในเกมทีมชาติถึงระดับหนึ่ง รวมถึงต้องเป็นชาติที่มีอันดับในฟีฟ่าแรงกิ้งสูงพอประมาณด้วย

หากกฎดังกล่าวใช้กับนักเตะในอียูในอดีตที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกอาจไม่ได้เห็นนักเตะอย่าง เอริค คันโตนา, เปาโล ดิ คานิโอ และคริสเตียโน โรนัลโด้ โลดแล่นในอังกฤษ เพราะนักเตะเหล่านี้ล้วนแต่ย้ายมาร่วมทีมในพรีเมียร์ลีกตอนที่ยังมีเกียรติประวัติในระดับชาติไม่มากนักทั้งสิ้น หรือหากจะยกตัวอย่างถึงกรณีล่าสุด ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ ก็อาจไม่สามารถเซ็นสัญญากับ เอ็นโกโล กองเต้ เมื่อ 12 เดือนที่แล้วได้

สำหรับคนที่สนับสนุน Brexit แสดงความคิดเห็นว่านี่จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักเตะท้องถิ่น โดยเฉพาะบรรดาดาวรุ่งให้ได้โอกาสลงสนามมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทีมชาติอังกฤษในอนาคต

อย่างไรก็ดี สำหรับในแง่มุมของเจ้าของสโมสร แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องอยากให้มีแหล่งซื้อหาบรรดาแข้งมากพรสวรรค์ที่กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลยที่เราจะเห็น คาร์เรน เบรดี้ ประธานสโมสรเวสต์แฮม สนับสนุนให้อังกฤษยังคงอยู่ในอียูต่อไป

 

 

ใบอนุญาตทำงานอียู

ในปัจจุบัน นักเตะอเมริกาใต้จำนวนมากอาศัยข้อยกเว้นในระดับจำกัดนักเตะต่างชาติของเอฟเอ ด้วยการใช้พาสสปอร์ตสเปนหรือโปรตุเกส หากพ่อแม่ของพวกเขามาจากประเทษในอียู หรืออาศัยอยู่ในประเทศอียูนานถึงระดับหนึ่ง ตัวอย่างของนักเตะที่เข้าข่ายนี้ อาทิ อังเคล ดิ มาเรีย ที่เล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือดิเอโก คอสต้า กับเชลซี และเลโอนาร์โด อูญัว กับเลสเตอร์ ซิตี้

นอกจากนี้ยังมีการเซ็นสัญญาจากหลายๆ สโมสรในพรีเมียร์ลีกที่ใช้วิธีปล่อยตัวให้สโมสรที่อยู่ในอียูยืมตัวไปใช้งานชั่วคราว เพื่อให้ได้สัญชาติของประเทศในอียูมา ก่อนจะกลับมาเล่นให้สโมสรต้นสังกัด

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากการโหวต Brexit ผ่านมติ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีของบรรดาทนายความทั้งหลายที่จะได้ทำเงินจากการพยายามหาช่องโหว่ทางกฎหมายใหม่ เพื่อให้บรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีกเซ็นสัญญากับนักเตะดาวรุ่งจากต่างแดนเข้ามาร่วมทีมได้เช่นเดิม

 

 

ผลจากกฎฟีฟ่า ข้อที่ 19


ภายใต้กฎของฟีฟ่า การเซ็นสัญญานักเตะดาวรุ่งต่างชาติซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีนั้นถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทว่ากฎดังกล่าวไม่ได้ปรับใช้กับนักเตะที่อายุระหว่าง 16-18 ปีซึ่งย้ายทีมกันภายในอียู

ดังนั้น หากสหราชอาณาจักรออกจากอียู ก็หมายความว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีกอาจหมดสิทธิ์เซ็นสัญญากับนักเตะดาวรุ่งในทวีปยุโรป เหมือนเช่นหลายๆ ปีที่ผ่านมาเคยมีนักเตะอย่าง เชสก์ ฟาเบรกาส, พอล ป็อกบา หรือเฮคเตอร์ เบเยริน ที่ย้ายทีมมาตั้งแต่อายุ 16-18 ปี ก่อนพัฒนาฝีเท้าขึ้นเป็นนักเตะชั้นนำ

โอกาสที่ทำให้ทีมในอังกฤษไม่สามารถเซ็นนักเตะอายุต่ำกว่า 18 ปีได้นี้ น่าจะเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับสโมสรในต่างแดนหลายประเทศ เมื่อพรีเมียร์ลีกเป็นลีกซึ่งถูกกล่าวหาอยู่บ่อยครั้งว่ามักฉกตัวบรรดาดาวรุ่งที่ดีที่สุดมาจากอคาเดมีของแต่ละสโมสรด้วยค่าชดเชยที่ไม่เหมาะสมนัก

 

 

การสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรอยู่ในอียูต่อไปของบรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีกถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล โดยเฉพาะในมุมมองทางด้านการเงิน เมื่อมันเปิดโอกาสให้พรีเมียร์ลีกยังคงรักษาฐานความนิยมทั่วโลกได้อย่างมั่นคงและมั่งคั่งเช่นเดิม รวมถึงศักยภาพในการดึงนักเตะที่ดีที่สุดเข้ามาร่วมทีมด้วยค่าเหนื่อยสูงลิบแบบที่ลีกอื่นยากจะทัดเทียมง่ายๆ

แรงจูงใจของบรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีกล้วนแต่ขึ้นกับผลประโยชน์ของตัวเอง และสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าของสโมสรทั้งหลายอย่างโรมัน อับราโมวิช หรือเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป ก็อาจไม่จำเป็นต้องดีสำหรับแอนดี้ แคร์โรลล์ หรือคริส สมอลลิง เสมอไป

การโหวตในวันพฤหัสบดีนี้จะส่งผลกระทบต่อสหราชอาณาจักรอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, การเมือง หรือวัฒนธรรม และผลของมันก็อาจสะเทือนถึงพรีเมียร์ลีกรวมถึงทีมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

หรือ
เพื่อแสดงความคิดเห็น