ติดตาม Thaigunners ทาง Facebook Gunner Talk
5 เรื่องน่ารู้กับฟุตบอลวัน ‘แกะกล่องของขวัญ’
370
26-12-2016
13:44:09

ถึงลีกอื่นๆจะทยอยปิดกันหมดเพื่อพักเบรกในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกยังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการดวลแข้งในวันที่ 26 ธ.ค. หรือวัน “บ๊อกซิ่งเดย์” เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยจะมีการลงสนามกันถึง 8 คู่ในคืนวันจันทร์นี้ และแบ่งอีก 2 คู่ไปแข่งในคืนวันอังคาร และคืนวันพุธ ซึ่งถือกันว่าเกมบ๊อกซิ่งเดย์ เป็นการเคาะระฆังเริ่มต้นโปรแกรมโหดของนักเตะ และเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายสำหรับหลายๆทีม

ว่าแต่เรามาลองย้อนรอยความทรงจำกับบางเรื่องที่เคยรู้และอาจจะลืม หรือบางเรื่องที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนสำหรับเกมลูกหนังวันแกะกล่องของขวัญนี้กัน :)


 

#1 Boxing Day ไม่ใช่วันต่อยมวย

อันนี้หลายคนก็น่าจะพอรู้อยู่แล้วว่า Boxing Day นั้นไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยเลย แต่หมายถึงธรรมเนียมของคนสหราชอาณาจักร และชาติในเครือจักรภพ ที่จะแกะกล่องของขวัญที่ได้รับในวันคริสต์มาสกันในวันที่ 26 ธ.ค. ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า Boxing Day นั่นเอง

บ๊อกซิ่งเดย์ ยังเป็นวันที่ 2 ของช่วงการเฉลิมฉลองคริสต์มาส และยังเป็นวันนักบุญสตีเฟน (St. Stephen’s Day) ด้วย

ส่วนประวัติศาสตร์ของวันบ๊อกซิ่งเดย์จะให้เล่าย้อนไปก็ยาว เอาว่ามีมาหลายร้อยปีแล้วกัน!


 

#2 ทำไมต้องเตะฟุตบอลในวันนี้?

ก็เพราะเป็น “โอกาสพิเศษ” ของชาวคริสต์ โดยเฉพาะกับการที่ครอบครัวได้กลับมาพบหน้ากัน ซึ่งสำหรับคนผู้ดีไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการไปชมเกมฟุตบอลด้วยกันที่สนามอีกแล้วครับ

การแข่งฟุตบอลนัดแรกในวันบ๊อกซิ่งเดย์ ที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นในปี 1860 หรือ 156 ปีที่แล้วระหว่าง เชฟฟิลด์ เอฟซี กับ ฮัลลัม เอฟซี (เชฟฟิลด์ เอฟซีชนะไป 2-0) และจากนั้นในการแข่งขันฟุตบอลฤดูกาล 1888-89 ก็เริ่มมีการกำหนดวันแข่งอย่างเป็นทางการในวันบ๊อกซิ่งเดย์ โดยเกมแรกคือเกมระหว่าง เปรสตัน นอร์ธเอนด์ กับ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ที่จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายแรก 5-0! (ก่อนจะคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกด้วยสถิติไร้พ่าย)

หลังจากนั้นฟุตบอลในวันบ๊อกซิ่งเดย์ก็มีเรื่อยมา ซึ่งความจริงในวันบ๊อกซิ่งเดย์ไม่ได้มีแค่การแข่งฟุตบอลระดับสูง แต่ยังมีลีกระดับรอง หรือแม้แต่ รักบี้ฟุตบอล,แข่งม้า,ฮอกกี้น้ำแข็ง,คริกเก็ต ก็มีจัดกันทั้งนั้น

และที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนคือในอดีตมีบ่อยครั้งที่แข่งกันในวันคริสต์มาสด้วยซ้ำไป เพิ่งจะมาเหลือแข่งแค่ในวันบ๊อกซิ่งเดย์อย่างเดียวก็ช่วงหลัง 1960 แล้วนี่เอง


 

#3 บ๊อกซิ่งเดย์ = ของขวัญกล่องใหญ่

ถึงจะมีกระแสต่อต้านการแข่งในวันบ๊อกซิ่งเดย์และช่วงโปรแกรมโหดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยเหตุผลว่าทำให้สภาพร่างกายของนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกรอบเป็นข้าวเกรียบหลอดเอสบี

แต่สิ่งที่ทำให้ยังมีโปรแกรมวันบ๊อกซิ่งเดย์อยู่เป็นเพราะคนจำนวนมากยังมีความสุขกับการได้ชมเกมฟุตบอลต่อเนื่องในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้

โดยผลสำรวจล่าสุดจากผู้ชายกว่า 2,000 คนในอังกฤษ 40% ระบุว่าการได้นั่งดูฟุตบอลก็ถือเป็น “ของขวัญ” ของพวกเขาแล้ว และเกือบ 1 ใน 10 ของทั้งหมด จะใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมงในการดูฟุตบอลในช่วงโปรแกรมสุดมันนี้ โดยที่ 30% ยอมรับว่ากาารชมฟุตบอลทำให้มีปัญหากับครอบครัวบ้าง

4 ใน 10 คนบอกว่าสำหรับพวกเขา ไม่มีอะไรจะมาแลกกับฟุตบอลในวันบ๊อกซิ่งเดย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นพายเนื้อ, ไก่เตอร์กี หรือของอย่างอื่นก็ตาม
และมากกว่า 50% บอกว่าคริสต์มาสของพวกเขาจะเลวร้ายทันทีหากทีมแพ้ทุกนัดในช่วงนี้...


 

#4 คำอธิษฐานลูกหนัง

ว่ากันว่าผลการแข่งขันในช่วง “บ๊อกซิ่งเดย์” ยาวไปถึงปีใหม่นั้นสามารถชี้วัดอนาคตได้เลยทีเดียว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ใน 11 ฤดูกาลหลังสุด มีถึง 10 ครั้งที่ทีมจ่าฝูงในช่วงคริสต์มาสจะสามารถคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลายฤดูกาล มีทีมเดียวที่พลาดไปแบบโชคร้ายคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2013-14

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นจ่าฝูงถึงจะได้แชมป์ เพราะก็มีรองจ่าฝูง, อันดับ 3, อันดับ 4 หรือแม้แต่อันดับ 5 และ 6 (อาร์เซนอล ในฤดูกาล 1996-97) ที่สามารถเร่งเครื่องแซงคว้าแชมป์ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดการได้เป็นจ่าฝูงในช่วงคริสต์มาส (ซึ่งในฤดูกาลนี้คือเชลซี) ก็ดูทำให้อุ่นใจกว่า

แต่ที่หนักกว่าคือทีมตกชั้น ซึ่งหากทีมใดอยู่ในอันดับบ๊วยก็แทบจะไม่รอดในบั้นปลาย โดยตั้งแต่ฤดูกาล 1995-96 มีแค่ 3 ทีมเท่านั้นที่รอดพ้นคือ เวสต์บรอมฯ (03-04), ซันเดอร์แลนด์ (13-14) และ เลสเตอร์ (14-15) ส่วนทีมที่อยู่ในกลุ่มโซนตกชั้นในช่วงคริสต์มาสยังพอมีหวังเอาตัวรอดได้ โดยมี 27 ทีมจาก 63 ทีมที่รอดตกชั้นเมื่อจบฤดูกาล คิดเป็น 43%

ทีมใครอยู่อันดับใคร “อธิษฐานเอาเด้อ” (คำแก้วมาเอง!)



 

#5 ‘คลาสสิค’ บ๊อกซิ่ง เดย์

ถึงจะมีมุมน่าคิดเรื่องของปัญหาสุขภาพผู้เล่น แต่ฟุตบอลวันบ๊อกซิ่งเดย์ก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลถวิลหาอยู่ดี และเกือบทุกปีก็มักจะมีแมตช์พลิกล็อกช็อกโกล หรือแมตช์คลาสสิคที่อยู่ในความทรงจำเกิดขึ้นเสมอ เรียกว่าเป็น “เสน่ห์” ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีก

และในประวัติศาสตร์มีอยู่ปีหนึ่งที่ฟุตบอลวันบ๊อกซิ่งเดย์มีการยิงกันมโหฬารที่สุด คือปี 1963 โดยมีการยิงกันถึง 66 ประตูจากการแข่งขัน 10 นัดในลีกสูงสุด มีสกอร์เหลือเชื่อเกิดขึ้นเช่น ฟูแล่ม 10-1 อิปสวิช ทาวน์, เวสต์แฮม 2-8 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, ลิเวอร์พูล 6-1 สโต๊ค ซิตี้ (คู่นี้จะเจอกันคืน 27 นี้!) 

ถามว่าจะมีแบบนี้อีกไหม? ก็คงไม่น่ามีแล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด 8 คู่ใน “บ๊อกซิ่งเดย์” คืนวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ก็น่าจะมีอะไรสนุกๆให้ติดตามกันสำหรับแฟนบอลอย่างเราๆทุกคนที่จะมาเฝ้าหน้าจอไปพร้อมๆกัน ซึ่งหากใครกลับบ้านไม่ทันก็ยังสามารถติดตามชมเกมได้ไม่ยาก

 

เครดิตข่าว : www.soccersuck.com

หรือ
เพื่อแสดงความคิดเห็น